เส้นทางเดินเล่นมาเก๊า ชมเมืองเก่า โบสถ์ จุดถ่ายรูป

หนีไปเที่ยวมาเก๊ามาค่ะ!

ทริปใจง่ายๆ ตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชียไปกลับสองพันนิดๆ หน้ามืดไปวูบนึง ได้สติกลับมาอีกทีก็กดจองไปเรียบร้อย

จริงๆ เราไป 4 วัน 3 คืนและเจอฝนจนต้องเปลี่ยนแผนมากมาย

เพราะฉะนั้นเส้นทางที่นำมาเสนอในบล็อกจะไม่ใช่เส้นทางที่เราไปจริง แต่รวบรวมเอาสิ่งที่ดีและความผิดพลาด(เรื่องการกะเวลา) เข้ามาด้วยกันเพื่อคนไปจำนวนวันน้อยกว่าเราก็จะได้เก็บครบเท่าๆ กันได้ ส่วนใหญ่เป็นเส้นทางเดิน อันนี้เพราะส่วนตัวเราชอบเดินเล่นไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว ยิ่งเยอะเมืองสวยๆ อากาศดีๆ เดินได้เท่าไหร่เท่ากัน และเราเดินค่อนข้างเร็ว ทำให้อาจจะใช้เวลาแตกต่างจากทั่วไปค่ะ

ที่พักเราอยู่ฝั่ง Inner Ferry Terminal คือพัก Ponte 16 โรงแรม Sofitel เพราะฉะนั้นเส้นทางเดินก็จะเริ่มจากฝั่ง Inner Terminal แล้ววนไปรอบนอกเช่นกัน

แผนที่มุมกว้างเส้นทาง 1 วันค่ะ

walkmap.png

เริ่มต้นวันด้วยอาหารเช้าที่ Nam Peng Cafe ด้วยแซนด์วิชไส้ไข่ออมเล็ตกับหมูแดงสูตรของร้าน พอมีแรงแล้วเราจะเริ่มเส้นทางเดินโดยขึ้นเนินไปที่โบสถ์ St. Anthony’s Church

DSC01824

DSC01828

ที่หน้าโบสถ์จะมีป้ายไป Ruin of St. Paul ให้เดินตามป้ายไปเลยค่ะ ระหว่างทางจะมีป้ายบอกทางเรื่อยๆ ไม่ต้ัองกลัวหลง ถ้าใครอยากลองทางแปลกๆ ระหว่างทางจะมีป้ายให้เลี้ยวขึ้นเนินชั้น เขียนว่าไป Natcha Temple เป็นทางลัดไปยังศาลเจ้าเล็กๆ ติดกับประตูโบสถ์ St. Paul ด้านบนได้เลยไม่ต้องไปอ้อม ขยันอ่านป้ายทางนิดจะเจอแน่ๆ

DSC01762

*ชี้เป้า* ด้านข้างประตูโบสถ์จะมีทางเดินน่ารักเหมาะแก่การไปถ่ายรูปเล่นมาก

DSC01767

ข้างๆ Ruin of St. Paul คือป้อม Monte Forte เดินขึ้นไปนิดนึงจะมีบันไดเลื่อนให้ ถ้าไม่เสียเงินเข้าชมพิพิธภัณฑ์ สามารถขึ้นบันไดเลื่อนต่อไปด้านบนของป้อมได้เลย แต่ขอแนะนำให้เข้าพิพิธภัณฑ์ ค่าเข้าชมถูกมากเพียง ผู้ใหญ่คนละ 15 MOP ตกประมาณ 70-80 บาทเท่านั้นเอง ด้านในทำสวยงามให้ความรู้มีภาษาอังกฤษ มีทั้งประวัติอารยธรรมของจีน ของมาเก๊า บ้านเรือนของผู้คนสไตล์จีนและโปรตุเกส พร้อมทั้งจัดแสดงของมีค่าสวยงามมากมายทั้งของจริงและแบบจำลอง
ขออภัยไม่ได้ถ่ายภาพในมิวเซียมมา เอาภาพด้านนอกกับวิวบนป้อมไปดูเล่นก็แล้วกัน

museum

เมื่อเดินดูและถ่ายรูปด้านบนป้อมกันจนเต็มอิ่ม เดินลัดด้านหลังต่อไปยัง Albergue Scm เดินตรงข้ามแยกจนเจอบันไดลงตรงสุดทาง ลงบันไดไปเป็นถนนปูหินเรียงรายด้วยอาคารเก่า ซึ่งปัจจุบันหลายหลังนำมาจัดแสดงเป็นหอศิลป์ แต่เริ่มเปิดกันตอนเที่ยงตรง ถ้ามาเร็วไปเดินถ่ายรูปรอบนอกเล่นก่อนก็เป็นการฆ่าเวลาได้ดี เพราะมีแต่ตึกสวยๆ น่ารักๆ ทั้งนั้น หอศิลป์เข้าชมฟรีหมด เชิญได้ตามอัธยาศัย

DSC01845

gallery

จาก Albergue Scm เดินอีกนิดเดียวจะถึงจตุรัส Tap Seac Square ลักษณะคล้ายๆ กันเลย คือเป็นอาคารเก่าที่นำมาเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และหอศิลป์ สามารถเลือกชมได้ตามรสนิยม หรือถ่ายรูปด้านนอกตึกสวยๆ ก็คุ้มค่า อ้อ ตอนเราไปงานศิลป์มีทั้งของศิลปินท้องถิ่น ชาวจีน ไปจนถึงตะวันตก เข้าฟรีทุกห้อง ทุกหลัง คุ้มกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว ประทับใจ ตึกก็สวย งานก็ดี

tapseac

รอบๆ Tap Seac Square มีที่ดังอย่างบ้านในอดีตของ Dr. Sun Yat Sen และพิพิธภัณฑ์ชาแห่งมาเก๊าอยู่ด้วย ใครสนใจสามารถเข้าชมได้เช่นกัน

จากตรงนี้เดินต่อไปอีกนิดเดียวเท่านั้น จะเจอสวนขนาดใหญ่ หน้าทางเข้าสวนมีกระเช้าลอยฟ้าให้ขึ้น ค่าขึ้นแบบไปกลับตกอยู่ที่คนละ 3 MOP หรือแค่ประมาณ 15 บาท!!! ขึ้นไปเถอะ ไม่ต้องคิดแล้ว ขึ้นไปด้านบนเป็นสวนสาธารณะ ศูนย์สุขภาพ และหากยอมเดินต่ออีกหน่อยจะมี Guia Lighthouse หรือประภาคารโบราณให้ชม เดินเล่นรอบๆ ถ่ายรูปเล่นด้านบนก็จัดเป็นสวนอย่างสวยงาม เก็บบัตรที่ซื้อขึ้นกระเช้าให้ดีเพราะเราจะต้องใช้อีกครั้งตอนลง

DSC01876

ตอนลงให้ลงทางเดิม ออกจากสวนแล้วเดินต่ออีกนิดขึ้นทางลอยฟ้าไปยัง Outer Ferry Terminal เพื่อนั่งรถรับส่งฟรีของ Fisherman’s Wharf ไปเดินเล่นถ่ายรูปเมืองจำลองสุดฮิต (แต่ความเห็นส่วนตัวของเจ้าของบล็อกคือของจริงที่ Albergue Scm, Tap Seac Square และ Senado Square สวยงามมีสเน่ห์กว่ามาก ส่วน Fisherman Wharf มันจะคล้ายๆ เอ้าท์เล็ตที่ทำมาสวยๆ และค่อนข้างใหญ่ ถ่ายภาพเซลฟี่น่ารักๆ สวยอยู่ แค่ขาดความขลังกับสเน่ห์ของของแท้ไป

pano.jpg

fisherman

ที่ Fisherman’s Wharf มีร้านอาหารมากมาย ราคาไม่สูงมากมาย ถ้าหิวก็สามารถหาทานได้เลย แต่ถ้ายังไม่หิวก็ลุยกันต่อ

นั่ง Shuttle Bus เหมือนกับขามา กลับไปยังท่าเรือ แล้วนั่ง Shuttle ของ Grand Emperor Hotel ไปลงที่หน้าโรงแรม ฝั่งตรงข้ามโรงแรมจะมีตึก AIA ข้างในมีร้านกาแฟ ร้านอาหารให้นั่งพักเอาแรงได้ก่อนจะลุยกันต่อ

DSC01903

จุดหมายปลายทางต่อไปของเราคือ Mandarin’s House บ้านจีนเก่าแก่ใจกลางเมือง เข้าชมความอลังการของตัวบ้านและสวน ที่นี่ก็เข้าฟรีอีกเช่นกัน ประเทศนี้อะไรๆ ก็ฟรีเหรอเนี่ย อะเมซซิ่ง

mandarin

จาก Mandarin’s House เดินต่ออีกนิดจะถึงอีกหนึ่งวัดยอดฮิต A-Ma Temple เป็นวัดเก่าแก่ (เข้าใจว่า)บูชาเจ้าแม่ทับทิม และเจ้าแม่กวนอิม ฮิตขนาดมีป้ายภาษาไทยในวัด…และเป็น 1 ใน 2 สถานที่ที่เราเจอคนไทย

ama

ข้างๆ A-Ma Temple มีอาคารน่ารัก เห็นว่าเป็นอาคารหนึ่งของ Maritime Museum ซึ่งเราตัดสินใจไม่เข้าเพราะเคยดูของสิงคโปร์ซึ่งทำดีมากมาแล้ว และไล่ๆ ดูแล้วไม่ค่อยต่างกันนัก

DSC01668

จากวัด A-Ma เจ้าของบล็อกเลือกไปดู Chapel of Our Lady of Penha ซึ่งขึ้นเนินชันมาก สูงมาก เดินวนอยู่นานกว่าจะถึง แต่ก็ได้ภาพสวยๆ มาเช่นกัน ใครพร้อมจะลุย เท้าพร้อม เข่าพร้อม ไปเลยค่ะ ไม่เสียหาย แต่หากใครดูภาพที่เราถ่ายมาแล้วคิดว่าพอดีกว่า ไม่ได้ต้องการทรมานสังขารขนาดนั้น จากหน้าวัด A-Ma Temple เป็นป้ายรถเมล์ไปลงที่ Almeida Ribeiro/ Rua Mercadores หรือป้ายใกล้กับ Senado Square ที่สุด (สายรถเท่าที่เราดู Google มี 11 / 18 / N3 แต่ใครจะขึ้นอย่าลืมดูรายละเอียดที่ป้ายรถเมล์อีกครั้งเพื่อความแน่นอน)

DSC01677

DSC01670

จบวันกันที่ Senado Square ซึ่งเรียกว่าเป็นแหล่งกลางเมืองที่รวมทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้ จะซื้อของฝาก ช้อปปิ้ง กินข้าว กินขนมก็เชิญกันตามสบาย

senado

หรือถ้ายังเหลือแรงเดินไปดู Ruin of St. Paul อีกครั้งเก็บภาพอีกโฉมหน้าหนึ่งของประตูโบสถ์

DSC01807

หรือตรงต่อตามถนนชมแสงสีเสียงยามค่ำคืนย่านคาสิโน แถว Lisboa และน้ำพุหน้า Wynn ก็ดีอีกเช่นกัน ขอยืนยันว่าได้ภาพและบรรยากาศแตกต่างจากตอนกลางวันแน่นอน

night

เส้นทางทั้งหมดอยู่ในลิงก์ Google Map นี้ แต่รถ Shuttle Bus ไม่มีอยู่ใน map เลยลงเป็นเดินไว้ ถ้ายังไงลองเปิดเทียบดูได้เลยค่ะ https://goo.gl/9wXwYT

มาเก๊าเป็นหนึ่งในประเทศนอกสายตา เพราะคนไปสนใจแต่ฮ่องกง แต่อากาศก็(เย็น)ดี เดือนมกราคมเลขตัวเดียวแต่ไม่มีติดลบ อาคารบ้านเรือนสวยๆ เยอะ เจอตั๋วถูกๆ ตีตั๋วไปเดินเล่นถ่ายรูปก็ไม่เสียหายอะไร ไปแล้วประทับใจจึงนำมาอัพบล็อกเผื่อจะมีคนไปกันบ้าง ไปแล้วเสียดายที่ตัวเองฝีมือถ่ายรูปยังไม่ดีพอ ไม่อย่างนั้นคงได้ภาพสวยๆ เยอะแยะกว่านี้อีก

ถ้ามีเวลาจะมาอัพเที่ยวฝั่ง Taipa อีกสักเอนทรี่ แต่ตอนนี้ขอติดเอาไว้ก่อน

Advertisements

เที่ยว Kusatsu เมืองอนเซ็นแห่งแจแปนแอลป์

เคยได้ยินชื่อเมือง คุซัทสึ กันไหมคะ

คุซัทสึเป็นเมืองน้ำพุร้อน แหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวญี่ปุ่นมาเป็นเวลา อยู่ในจังหวัดกุมมะ ตัวเมืองขนาดเล็ก เต็มไปด้วยโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นมากมาย และมีน้ำแร่ผุดขึ้นมาจากทุกหนทุกแห่งในเมือง กลางเมืองก็เป็นบ่อพักน้ำร้อน (เรียกว่า Yubatake แปลตรงๆ แปลว่าไร่น้ำร้อน) และหากใครดูหนัง ดูการ์ตูนญี่ปุ่นเป็นประจำ จะต้องเคยเห็นเมืองนี้ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่บ่อยๆ แน่นอน แม้แต่เรื่องดังอย่าง Spirited Away ก็ยังมีหลายจุดที่ใช้เมืองนี้เป็นต้นแบบ แถมยังมาอัดเสียงของน้ำแร่เมืองนี้ไปใช้ด้วย

เราชอบอนเซ็นมากและอยากไปเมืองนี้มานานแล้ว แต่เพราะมีแต่เรียวคัง ไปคนเดียวค่าที่พักไม่แพงก็หาไม่ได้เลย แถมการเดินทางก็แสนลำบาก ต้องนั่งรถหลายต่อ กินเวลาหลายชั่วโมง จนในสุดก็หลอกชวนเพื่อนกลุ่มหนึ่งเช่ารถขับไปได้สักที!!

รู้ทที่เราไปคือเช่ารถจากนาริตะ —> แวะพักและเที่ยวที่ Nikkou —> ขับต่อและแวะเที่ยว Oku-Nikkou รายทางไปเรื่อยๆ จนถึง Kusatsu แล้วขับรถตามสันเขาข้ามไป Nagano ซึ่งเส้นตั้งแต่ Nikkou–>Kusatsu–>Nagano นี่มีชื่อสุดไฮโซอย่างเป็นทางการด้วยนะว่า Japan Romantic Road มีทิวทัศน์สวยๆ ให้ชมตลอดทาง ตั้งแต่ใบไม้เปลี่ยนสี ทุ่งหญ้าและต้นสนแบบเขตหนาว หิมะยอดเขา และลานสกี (ไปช่วงปลายตุลาคมค่ะ) จะติดก็ตรงทริปเรามันไม่ได้มีความโรแมนติก มีแต่ความถึกและมาเนียเนี่ยแหละ…

เอาจริงๆ เมืองมันไม่มีอะไรเลยค่ะ เล็กมาก เดินนิดเดียววนรอบเมืองได้แล้ว แต่ไปแล้วรู้สึกได้พักผ่อนแบบลืมทุกอย่างไปเลย เพราะบรรยากาศในเมืองคือมีแต่คนมาเที่ยว มาพักผ่อน แถมความที่มีแต่โรงแรม ร้านค้า หน้าตาตึกก็คล้ายๆ เมืองจำลองชอบกล บวกกับควันของบ่อน้ำร้อนที่กรุ่นอยู่ทั่วทั้งเมือง บรรยากาศมันได้มากๆ

น้ำร้อนที่นี่ร้อนจัดและแร่ธาตุหนักมาก ขนาดที่โดนหน้า โดนปากแล้วรู้สึกเค็มอย่างกับน้ำทะเลเลยทีเดียว ตรงข้ามกับน้ำอ่อนๆ อย่าง Gero Onsen คนละเรื่องเลย แช่แล้วรู้สึกแปลกไปอีกแบบ

ไม่พูดมากแล้วสาดรูปเลยละกัน

kusatsu-night

เราไปถึงตอนค่ำค่ะ ออกไปเดินเล่นหาข้าวหาขนมกิน ตอนกลางคืนมีไลท์อัพ + ควันฟุ้งๆ อย่างกับอยู่ในฝันจริงๆ ทุกอย่างดูเบลอ อากาศเย็นจัด กับควันอุ่นๆ มีแสงสีส้มๆ ฟ้าๆ

kusatsu-day

ตอนสายๆ ร้านค้าจะเริ่มเปิด มีขายซาลาเปานึ่ง ปลาย่าง ซอฟต์ครีม ขนมของฝากมากมาย เรียกลูกค้ากันคึกคัก รูปล่างขวาเป็นรูปร้านกาแฟที่เราแวะไปนั่งดื่ม ร้านน่ารักมากกกก กาแฟก็อร่อย ประทับใจทุกอย่าง ไม่ค่อยมีเวลาต้องกลับไปเช็คเอ้าท์ ไม่งั้นก็อยากจะนั่งสักชั่วโมงสองชั่วโมงเอาบรรยากาศ จากหน้าต่างร้านมองเห็นบ่อ Yubatake กลางเมืองด้วย

kusatsu-hotel

ปิดท้ายด้วยทางเข้าที่พักเรา ชื่อ Kusatsu Hotel ทางเข้าเป็นเนินต่อด้วยบันได เดินเหนื่อยนิดแต่เจอสวนด้านหน้ากับใบไม้เปลี่ยนสีนี่หายเหนื่อยเลยค่ะ สวยจริงๆ ถ้าเป็นโรงแรมกลางเมืองรอบ Yubatake จะไม่มีสวนแบบนี้ เดินห่างกันไม่ถึง 10 นาที

สรุปว่าใครไปญี่ปุ่นหลายรอบ เริ่มเบื่อเมืองยอดฮิตกำลังหาเมืองใหม่ Kusatsu เป็นอีกหนึ่งจุดแวะที่เราแนะนำค่ะ ใครมีโอกาสลองไปพักผ่อนดูสักคืนสองคืนดู ลืมงานลืมทุกอย่างได้เลยจริงๆ

ตรุษจีนที่ปีนัง

กำลังจะครบ 2 ปีพอดีๆ เมื่อต้นปีที่แล้วไปเที่ยวปีนังมาค่ะ ช่วงใกล้ๆ ตรุษจีนพอดี (รู้สึกจะหลังตรุษจีนหน่อย…? แต่ที่นั่นจะมีอีกงานสัปดาห์ถัดมาหลังตรุษ ก็เลยยังมีบรรยากาศคึกคักอยู่) แต่เนื่องจากกลับมาป่วยหนัก หลังจากนั้นก็ติดงานอะไรมาเรื่อย มีอย่างอื่นอัพแทรกจนไม่ได้อัพสักที เกือบลืมไปแล้วเพิ่งนึกได้ตอนจะครบรอบสองปี

สำหรับคนไม่รู้จักปีนัง

maps

ปีนัง คือเกาะเล็กๆ เป็นเกาะตากอากาศของประเทศมาเลเซีย แต่เป็นเมืองพี่เมืองน้องกับภูเก็ต อยู่ใกล้กันและหลายอย่างคล้ายกัน เดิมเป็นเมืองท่าใหญ่สุดของภูมิภาค อาจจะยิ่งกว่าสิงคโปร์ด้วยซ้ำดูแบบจำลองกับภาพเก่าๆ ของเกาะปีนัง ตรงท่าเรือมองเผินๆ เกือบจะเหมือนเวนิสเลยทีเดียว คำว่าปีนังเป็นภาษาถิ่น หมายถึงต้นปาล์ม เพราะเดิมเป็นเกาะที่มีต้นปาล์มมากมาย ตำแหน่งที่ตั้งทำให้เป็นศูนย์รวมของหลายชนชาติและวัฒนธรรม ทั้งเอเชียและตะวันตก ปัจจุบันภายในเกาะมีกลุ่มคนอาศัยใหญ่ๆ 3 กลุ่ม ได้แก่ชาวมลายู นับถืออิสลาม ชาวอินเดีย นับถือศาสนาฮินดู และชาวจีน นับถือพุทธมหายาน นอกจากนี้ยังมีวัฒนธรรมตะวันตกหลงเหลืออีกมาก ทั้งหน้าตาของบ้านเรือน ร้านค้า อาหาร ข้าวของที่ขายไปจนถึงศาสนสถานจึงหลากหลาย

ผลคือทำให้เรา (หน้าจีน) และเพื่อน (หน้าแบบคนใต้) โดนมองเป็นคนท้องถิ่นโดยสมบูรณ์ ได้ยินคนทักทุกมาครบภาษายกเว้นภาษาไทย…

เมื่อก่อนคนไทยก็ไปเรียนที่ปีนังกัน เพราะการศึกษาเขาสมัยก่อนถือว่าดีมากในภูมิภาคนี้ มีทั้งมิชชันนารีอังกฤษ ทั้งซุนยัตเซ็นก็เคยวางรากการศึกษาไว้ ตอนเราไปเที่ยวบางจุดเหมือนเมืองร้าง สภาพโทรม บางจุดมีซ่อมแซมขึ้นมาใหม่ แต่ก็เห็นอะไรหลายๆ อย่างที่แสดงถึงความเจริญในอดีตจนทำให้รู้สึกเสียดายเลย

เป็นการไปเที่ยวที่กินดีอยู่ดี อาหารส่วนใหญ่รสชาติคุ้นปาก ข้าวผัด หมี่ผัด ราดหน้าฯลฯ อาหารจีนบ้านๆ แนวๆ อาหารทะเลจะเยอะ ไม่ได้หาข้อมูลไปเลย เดินสุ่มตลอด แต่อร่อยทุกร้านที่เข้า บางร้านรสชาติคุ้นปากจนเหมือนนั่งกินข้าวบ้านอยู่… เรามีกินอาหารอิตาเลียนกับพวกขนมด้วย ตามแหล่งท่องเที่ยวจะมี อร่อยหมด ไม่มีที่ติ ถ้าจะบ่นอะไรก็คง นาซีโกเร็งอาหารเช้าของที่พักเผ็ดเกินไปหน่อย แค่นั้น

คน นับจากที่เราเจอ คนจีนๆ พูดอังกฤษเก่งกันมากๆ ทั้งร้านค้าที่ไป เจ้าของที่พัก ทั้งอาม่าร้านขายหนังสือ ภาษาอังกฤษนี่มาแบบ British English เลย สำเนียงดี ฟังง่ายกว่าคนสิงคโปร์อีก คนอินเดียก็พูดอังกฤษได้บ้าง แต่คนท้องถิ่นอังกฤษไม่ได้เลยจริงๆ เจอกี่คนๆ จะถามทาง ถามอะไร ไม่ได้เลยยยยยยย T___T หลงทางทีต้องเล็งแล้วเล็งอีกจะถามจากใครดี… แต่เจอจีนๆ พูดอังกฤษไม่ได้เลยเหมือนกันนะ เป็นร้านข้าวกึ่งๆ แผงลอย (ที่ถูกและอร่อยโฮก) เจ้าของร้านคนทำอาหารพูดอังกฤษไม่ได้…ตอนสั่งข้าวต้องอาศัยภาษาจีนอันอ่อนด๋อยของเรานั่งนึกทีละคำสั่ง (พูดอย่างอื่นไม่ได้ มีเมนูอาหารนี่แหละที่พอจะไหว) แต่น่าจะภรรยา ที่ดูแลร้าน รับออร์เดอร์พูดได้ เขาออกมาจากหลังร้านทีเหมือนสวรรค์ส่งมาโปรด 555

สารภาพว่าตอนไปไม่ได้คิดอะไรมากหรอก แค่เคยได้ฟังว่าสมัยก่อนมันดี สวย ร้างไปนาน ตอนหลังกลับมาฟื้นใหม่ พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้ง เห็นภาพกราฟฟิตี้สวยๆ คนไปถ่ายรูปกัน เจอตั๋วถูกที่พักดูดีก็เลยจองไป แต่ด้วยพอไปแล้วเห็นอะไรหลายๆ อย่าง ดูพวกมิวเซียมศึกษาดูจนประทับใจเมืองนี้เลย เสียดายจริงๆ เราอยากจะเห็นเมืองนี้พัฒนาไปจนสุด ไม่ต้องโชคร้ายหยุดจนโทรมแบบนี้

ที่เที่ยวหลักๆ อยู่ที่ George Town ค่ะ เป็นเมืองติดทะเลฝั่งมาเลเซีย ที่พักเราก็อยู่แถวนั้นเหมือนกัน

DSC_6964 Spice Hotel เป็น Boutique Hotel น่ารักสวยงามทั้งข้างในข้างนอก ทำเลเทพกลางแหล่งท่องเที่ยว แถมใจดี ตอนเราไปได้อัพเกรดเป็นห้องหรู… ใหญ่อลังการเพดานสูง แถมมี Loft อีกชั้น รวม 2 เตียง Twin กับ 1 Double นี่ไปกันแค่สองคน… พักแล้วอย่างกับอยู่คอนโดคนละห้องกัน

ข้อเสียคืออาหารเช้าธรรมดา (แต่ใกล้ร้านอาหารมากมาย) กับมีเสียงดังหน่อยเพราะติดมัสยิดแล้วได้ยินละหมาด บรรยากาศเหมือนห้องเรียนวิทยาศาสตร์เมื่อตอนม.ต้น  กับมีงานอะไรสักอย่างเกี่ยวเนื่องกับตรุษจีนที่สวนสาธารณะข้างๆ เลยได้ฟังคอนเสิร์ตเพลงจีนฟรีๆ… แต่ร้องโดยใครก็ไม่รู้ 5555 ที่สำคัญไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดี ฟังแล้วรู้จักจนแทบร้องตามได้ทุกเพลง มีแต่เพลงยุคพ่อแม่เราชอบเปิดฟังทั้งนั้น… เติ้งลี่จวินงี้

เราเป็นพวกนอนได้ไม่สนใจอะไร แต่ใครต้องการความเงียบอาจต้องไปหาโรงแรมโซนอื่น ไม่ควรอยู่แถวกลางเมืองเก่าตรงนี้

religionตามที่ได้เล่าไป ว่าเป็นเมืองที่มีหลากเชื้อชาติ หลายศาสนา ภาพนี้ภาพเดียวน่าจะสื่อได้ทุกอย่าง วัดฮินดู วัดจีน มัสยิด และโบสถ์คริสต์ เดินๆ เดี๋ยวก็เจอ

ภาพที่เที่ยวเราจะแยกเป็นส่วนๆ นะคะ

ส่วนแรกคือเมืองเก่า George Town เป็นภาพเมืองภาพอาคารยิ่งใหญ่สวยๆ ค่ะ

town1

เมืองนี้นิยมขี่จักรยานและเดินค่ะ ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยว ขนาดว่าไปถามเบอร์รถเมล์ไปท่าเรือ ระยะทางประมาณ 2-3 กิโล คนบอกทางทำหน้างงว่าเราจะนั่งรถทำไม บอกให้เดิน อากาศก็ร้อนกว่าไทยนะ… รถจักรยานที่ให้เช่ามีทั้งแบบธรรมดาและแบบติดร่มแบบในภาพ ส่วนภาพซ้ายเป็นอาคารสถานีดับเพลิง น่ารักมากๆ

town2

โซนนี้เป็นอาคารใกล้ๆ กับท่าเรือ อลังการ สวยงาม ไปดูแบบจำลองภาพในอดีตจากมิวเซียมแล้วจินตนาการว่าเมื่อก่อนอาจจะอลังการกว่านี้อีก ตอนนี้เริ่มโทรมไปมากแล้ว

model1

ภาพแบบจำลอง

town3

โซนนี้เป็นอาคารกลางเมือง มีพวกที่ทำการต่างๆ บริษัทต่างชาติ

jetty

ส่วนนี้เป็นท่าเรือ เรียกว่า Jetty โซนบ้านเรือนจะเป็นบ้านไม้ชาวจีนอาศัยริมน้ำ ฟีลลิ่งประมาณอัมพวา แต่เห็นการใช้ชีวิตจริงๆ มากกว่า ยังไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวเต็มตัว เดินไปสุดทางจะเป็นศาลเจ้าแม่ทับทิม เหมือนไทยเป๊ะๆ เลย ชาวเรือนับถือกันค่ะ  เพราะไปช่วงตรุษจีนเลยเห็นโคมแดงตลอด

town4

อีกหนึ่งโซนยอดฮิตที่คนชอบไปดู คือห้องแถวจีนสไตล์เปอรานากัน

เป็นบ้านคนจีนสไตล์ตะวันตก ส่วนใหญ่โทรมไปเยอะ แต่มีเอกลักษณ์และน่ารักจริงๆ เหมือนบ้านตุ๊กตา คือเป็นห้องแถว แต่แต่ละหลังตกแต่งต่างกัน สวนสูงต่างกัน สีสันสดใส

 

ช่วงต่อไปเป็นภาพกราฟฟิตี้ ที่คนไทยชอบไปถ่ายรูปกันมว้ากกกกกกก

มีทั้งภาพวาด และลวดดัดเป็นคำอธิบายสถานที่ น่ารัก และสนุกกับการเดินหาภาพเล็กๆ น้อยๆ ทั่วทั้งเมือง

นี่เป็นแค่บางส่วนนะคะ เพราะของจริงมีเยอะมาก หาดูได้แทบทุกที่ที่เดินผ่าน

graffiti1graffiti2graffiti3graffiti4

ภาพส่วนสุดท้ายคือ Penang Hill เป็นที่ตากอากาศเก่าแก่ มีรถรางขึ้นเขาสูงที่สุดในเอเชีย

ไปแบบไม่ค่อยหวังอะไรเท่าไหร่ แต่สวยมากกกกกก ในฐานะคนเคยขึ้นรถรางแบบนั้นทั้งเขาวัง(ไทย) วิคตอเรียพี๊ค(ฮ่องกง) ฮาโกเน่(ญี่ปุ่น) ของที่นี่สวยที่สุดแล้ว ยิ่งขึ้นไปข้างบนก็ยิ่งสวย อากาศดี คุ้มค่านั่งรถเมล์เป็๋นชม. วิธีไปก็ง่ายดาย ขึ้นรถเมล์ที่ท่ารถใหญ่ (ไม่หลงชัวร์) นั่งไปลงหน้าทางขึ้นเขา ซื้อตั๋วรถราง ขากลับรอรถเมล์ที่เดิม นั่งกลับที่เดิม รถเมล์แอร์ นั่งสบาย แต่ต้องเตรียมเศษเหรียญไว้เพราะไม่ทอนค่ะ

penanghill

หอชมวิวของปีนังฮิลล์สวยขนาดเรากลับมาวาดรูปเก็บเป็นที่ระลึกทีเดียว แต่มันสวยเกินไปเลยวาดให้สวยเท่าไม่ได้!! (จริงๆ แค่ฝีมือห่วย…) ได้ออกมาเป็นรูปข้างล่างนี้…

2017.05.01

ไม่ค่อยให้ข้อมูลเท่าไหร่ แต่ปีนังมีคนไปเที่ยวตลอด หาข้อมูลจากไหนก็ได้เนอะ (เอ๊ะ? 5555)

เป็นทริปที่ถ่ายรูปเยอะมากกกกกกกกกกกก ทั้งที่เกาะเล็กนิดเดียว แถมเที่ยวอยู่โซนเดียว แต่ตัวเมืองน่ารักน่าถ่ายรูปไปหมด ภายในเกาะเดินทางสะดวก ภาษาอังกฤษปนจีนง่อยๆ ของเราสื่อสารได้ ใครมีวันหยุดยาว 3-4 วันไม่รู้จะไปไหน ปีนังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกไปเดินเล่นได้ มิวเซียมเล็กๆ ให้ชมเยอะแยะ หรือจะเดินถ่ายรูปเล่นในเมืองก็สนุก แต่ละโซนบรรยากาศยังต่างกัน ระยะเดินถึงมีทั้งตึกตะวันตก ห้องแถวจีน อินเดียนทาวน์ แถมอาหารก็หลากหลายและอร่อย ค่าครองชีพไม่แพง แทบไม่ต่างจากเมืองไทย

เราใช้วิธีเดินทางโดยเครื่องบิน แล้วต่อรถเมล์เข้าเมือง เดินต่อนิดนึงถึงที่พักเลยค่ะ
แต่จริงๆ โซน Georgetown นี้ นั่งเครื่องบินหรือรถไฟ หรือรถทัวร์ไปลงแล้วข้ามเรือก็ถึงเลยเหมือนกัน
แล้วแต่ว่าใครสะดวกแบบไหน ช่วงไหนมีอะไรโปรเนอะ ของเราไปด้วย BIG Sale ของ Air Asia รวมที่พักแล้วราคาไม่แพงเลยซื้แบบนี้ไปค่ะ ทางระหว่างเมืองเก่าไปสนามบินแอบมีรถติดทั้งขาไปขากลับ ตอนกลับกลัวตกเครื่องบินแอบหวาดเสียวนิดหน่อย ใครจะไปก็เผื่อเวลากันด้วยค่ะ

[Report] Ono Yuki 1st Live – Party Man~Final Party

ไปไลฟ์ที่ญี่ปุ่นมาอีกแล้วค่ะ ขอเกริ่นนำสักนิด ใครสนใจรีพอร์ทในไลฟ์ข้ามไปอ่านหลังเส้นคั่นได้เลยค่า

คือเราวางแผนจะไปญี่ปุ่นและจองตั๋ว จองที่พักแล้ว ซึ่งตามแผนเราจะเที่ยวบนภูเขา แล้วขับรถจากมัตสึโมโตะเข้าโตเกียวเย็นวันที่ 29 ตุลา แต่หลังจองได้ไม่นาน Ono Yuuki ประกาศ First Live วันที่ 29 ตุลา ที่ชิบุย่า!!!! ถึงกับต้องไปเปลี่ยนแผน เป็นออกจากมัตสึโมโตะก่อนเที่ยง เพื่อไปคืนรถ เช็คอินที่พัก และเดินทางไปชิบุย่าให้ทัน แต่อนิจจัง… พายุเข้าค่าาาาาาาาา ลูกที่ 22 กำหนดเดิมเข้าวันที่ 29 เย็นเต็มๆ แต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กลายเป็นว่าโชคดีเข้าตอนบ่ายๆ ขับรถฝ่าฝนตลอดทาง คืนรถเสร็จแล้วก็ยังต้องฝ่าฝนที่เริ่มหนักเพื่อเดินทางไปถึงฮอลจัด โชคดีว่าพอไปถึง ตอนยืนเข้าแถวรอเข้าข้างในฝนหยุดแล้ว ต้องเช็ดๆ แล้วเก็บร่มเปียกๆ ชื้นๆ ลงกระเป๋า ผลสรุปคือร่มพังเพราะสนิมกิน สังเวยกันไป

เรื่องเดินทางก็ไม่ได้ง่าย เราเป็นมนุษย์หลงทิศหลงทางโดยเฉพาะที่ที่ไม่เคยไป ชิบุย่าเคยเดินผ่านแค่ 1 ครั้งถ้วน!!!! เอาวะ Google Map ช่วยด้วย!! ซึ่งมันก็ช่วยแหละ แต่ทุลักทุเลเล็กน้อย GPS ทำงานได้ไม่ดีในที่คนเยอะ ต้องเล็งๆ ตึกกับร้านค้าแล้วหาทางไปเรื่อยๆ แทน สุดท้ายก็ไปทันเข้าได้โดยสวัสดิภาพ ล็อกเกอร์ด้านนอกเต็มแล้ว และไม่มีห้องน้ำ ต้องเข้าฮอลก่อนถึงไปห้องน้ำได้ (ใครจะไปไลฟ์เฮาส์เตรียมตัวกันดีๆ นะคะ อย่าไปมึนแบบเรา TvT) แถมไปถึงไม่นานเริ่มรันคนเข้า (เราได้หมายเลข 390 ไม่ต้องรอนานมากก็ได้เข้า)

marker-small2

TSUTAYA-O-EAST เป็นไลฟ์เฮาส์ขนาดไม่ใหญ่ คนดูก็ไม่ได้เยอะมาก ยืนไม่เบียด พอเข้าไปในฮอล ชั้นสองที่จัดงานได้จะโดนเก็บเงินค่าน้ำดื่มเพิ่มอีก 500 เยน (ซึ่งสุดท้ายไม่ได้ไปแลกเพราะขี้เกียจถือ) มีฮอลเล็กๆ ขายกู้ดส์ เราซื้อแท่งไฟกับเข็มกลัด และซีดี Party Man 2 ส่วนแผ่น 1 กับ 3 มีอยู่แล้ว ถ้าซื้อซีดีจะมีิสิทธิจับฉลากรางวัลอีกต่อ ได้มาเป็นพัดยูคิคุงซึ่งไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ไว้โอโนะยูมาไทยจะเอาไปโบกรับที่สนามบินนะคะ 5555555555

DSC_0137.JPG

พอซื้อของเสร็จวิ่งไปห้องน้ำที่อยู่ชั้นสอง โชคดีหน้าห้องน้ำมีล็อกเกอร์ เลยยอมหยอดตู้ฝากกระเป๋า ถือแค่ถุงใส่มือถือกับแท่งไฟแล้วเดินลงมามุดหาทำเลยืน ส่องไปส่องมา ได้อยู่ทางซ้าย ด้านหลังสุดของล็อกแรกสุด อาศัยส่วนสูงเข้าช่วย มองเห็นเวทีซึ่งห่างแค่ 4-5 ก้าวชัดเจน ไม่มีหัวใครบังตรงระดับสายตาของเราเลย ด้านหลังไม่ต้องห่วงชนใครเพราะมีรั้วกั้น สงสารคนข้างหลังนิดนึงแต่จะให้ห่วงคนอื่นจนไปยืนหลังสุดก็ไม่ใช่ TvT รู้สึกดีขึ้นหน่อยตรงคนยืนข้างซ้ายมือติดๆ กันตัวสูงพอๆ กับเรา  เออ ตั๋วสแตนดิ้งมันก็ดีอย่างนี้นี่เอง เห็นชัดมากๆๆๆๆ

ตัวเวทีสวยดี เป็นบันไดกลางจากด้านบน แล้วแยกซ้ายขวาขั้นนึง ซึ่งโอโนะยูขึ้นลงเข้าออกเวทีจากฝั่งที่เรายืนตลอด!!!  คุ้มมาก คิดถูกที่ยืนตรงนี้ TvT แต่ฝั่งขวาก็ดีนะ มีโต๊ะ DJ ซึ่งเป็น 2 นักแต่งเพลงควบโปรดิวเซอร์ด้วยนิดๆ มายืนเอนเตอร์เทนให้ตลอดงาน คนนึงผมยาวใส่แว่นดำ อีกคนหน้าตี๋ๆ จืดๆ ใส่หัวเป็นยูกิคุง

 

ชุดแรกที่ออกมาสะเดิดมาก เป็นชุดเชิ้ตกับสูท ผ้าเลื่อมทั้งตัว สีเหลืองทอง วิบวับวิบวับ ร้อง Party Man Medley (Party Man, Soran Night, Tarzan Night) เต้นตลอด ท่ามาเต็ม แล้วตอนเต้นโซรันไนท์ ท่อพ่นควันด้านหน้าก็พ่นใส่หน้าโอโนะยูรัวๆ ทุกท่อนที่ก้มหน้าลงไปตรงนั้น 5555555555555 บันเทิงกันตั้งแต่เริ่ม

จบเมดเล่เป็นช่วง mc ทักทาย ขอบคุณ

มีแนะนำว่าครั้งนี้จัดเป็น First Live ส่วนที่ผ่านมาหลายๆ รอบนั่นทาง Lantis บอกว่าไม่ใช่ไลฟ์ แต่เป็น “อีเวนท์” 55555555555555555555555555 กัดแลนติสรัวๆ นะคะ แล้วบอกต่อว่าเป็น Final Party ปิดซีรีย์ Party Man 3 แผ่นอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่แน่นะ อาจจะมี Party Man 4, 5 ออกมาก็ได้…

โอโนะยูบอกว่า ขอบคุณทุกคนมาก ที่อุตส่าห์มาทั้งที่เดินทางลำบาก (ในความหมายจริงๆ ไม่ใช่พูดตามมารยาท) นี่หลงทางกันเข้ามาใช่ไหม รู้รึเปล่าว่างานอะไร ทุกคนเป็นคนสำคัญมาก สำคัญจนไม่อยากให้มาในเวลาแบบนี้ (พายุเข้า) อยากให้กลับบ้านไปกันเดี๋ยวนี้เลย ก็มีเสียงโห่เล็กน้อย เจ้าตัวเลยบอก แต่ถ้าไม่กลับอาจจะกลับไม่ได้นะ ก็มีคนตะโกนไปว่าไม่กลับก็ได้

ต่อด้วยแนะนำ DJ 2 คนว่าแต่งเพลงอะไรบ้าง แซวกันไปมาเล็กน้อย

หลังจากนั้นมีพูดถึงเครื่องพ่นควันเมื่อตอนโซรันไนท์ บอกว่าตอนมาเช็คความเรียบร้อยก็สงสัยเครื่องนี้อยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะมาพ่นใส่กลางเพลงกันแบบนี้ ระหว่างก้มๆ เงยๆ ชี้เครื่องให้ทุกคนดูควันก็พุ่งออกมาอีก…. เล่นๆ สักพัก มีซับเหงื่อด้วยผ้าขนหนูของไลฟ์แต่บอกว่ายังไม่โฆษณานะ เร็วเกิ ดื่มน้ำ ทุกครั้งที่ดื่มจะมีเซอร์วิซ ให้คนถามว่าอร่อยไหม แล้วตอบกลับสไตล์โอโตเมะซีดี 5555555555555555555 จำไม่ได้หมด แต่มีทั้ง “ก็รู้อยู่แล้ว จะถามทำไม” “อร่อยมาก” “ไม่อร่อยเลย” บลาๆๆ ตลกตรงมีทั้งคนที่กรี๊ดความหล่อของเสียง แต่ก็คนที่ขำ 555555555555 แล้วถามหาทิชชู่ เจ้าตัวบอกว่าแพ้อากาศช่วงนี้พอดี หลังเวทีเลยตะโกนเรียก ฝากหน้าที่หน้าเวทีให้ DJ ประมาณครึ่งนาที วิ่งไปสั่งน้ำมูกแล้วเดินยิ้มออกมา นี่มันอะไรกัน official live จริงๆ เหรอ 555555555555555555555555555

เพลงต่อไปมี 2 เพลงต่อกันเลยคือ Black or White กับ Mogitate Love Island

เดิมเราไม่ค่อยชอบ Black or White เท่าไหร่ แต่พอเล่นในไลฟ์มันก็ช่วยดึงอารมณ์ให้คึกคักได้ดีจริงๆ แหละ เนื่องจากเป็นคอนแรก ไฟเลยไม่มีกำหนด ต่างคนต่างเลือก ส่วนใหญ่ที่เห็น B or W ใช้ไฟขาว ส่วนโมกิตาเตะเป็นไฟชมพู

จบสองเพลงนี้มาเป็นช่วงแนะนำกู้ดส์ แต่มีหมดไปหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือเซ็ตภาพถ่าย ที่เจ้าตัวถึงกับถามว่าทุกคนคิดบ้าอะไรกันถึงซื้อของพรรค์นี้ 5555555 (ขอโทษค่ะ แต่แอบเห็นด้วย…) แนะนำแล้วก็จะถามว่าใครซื้อบ้าง อย่างเข็มกลัดก็ถามว่าใครยังหาแลกอยู่บ้าง 555 พอถึงแท่งไฟ ถามว่าใครซื้อบ้างทุกคนพร้อมใจกันยกขึ้นมากดเปลี่ยนสีไฟรัวๆ ให้เหมือนไฟกระพริบ จนเปลี่ยนเรื่องไปเรื่องอื่นก็ยังกดกันอยู่อย่างนั้นจนเจ้าตัวบอกว่าไม่รู้จะเบื่อกันบ้างเหรอไง 555

171024-onoyuki.jpg

credit: https://www.lantis.jp/artist/onoyuki/

แนะนำกู้ดส์และเล่นมุกพักผ่อนเสร็จเรียบร้อยแล้วต่อด้วยเพลง Hatsukoi no Karyudo กับ Jungle Fever เป็นเพลงมันๆ คั่นด้วยช่วง mc แนะนำว่าต่อไปเป็นเพลง Baobab Love ซึ่งมีท่องผู้หญิงร้อง ตอนคุยกันว่าคอนจะทำยังไงก็มีคนเสนอว่าให้คนดูร้องสิ! เพราะงั้นอยากให้ทุกคนช่วยกันร้อง คิดซะว่ามีอยู่กันสองคนใต้ต้นบาโอบับแบบในเพลง ไม่ต้องสนใจรอบข้าง ไม่ต้องร้องเพราะก็ได้ แต่ยังไงไม่ต้องห่วงนะ จะมีคนมาร้องนำให้ และมีเนื้อขึ้นให้ด้วย ไม่ได้หลอกใช้แรงงานให้คนดูร้องทั้งหมด 555555555 พอถึงเวลามีผู้หญิงเสียงดีเว่อออกมาร้องท่อนผู้หญิง แต่คนดูก็ร้องกันเกือบทุกคนด้วย นี่มันอะไรกัน คอนเสิร์ตที่คนดูได้ร้องดูเอ็ตคู่กับนักร้อง 5555555

พอจบปุ๊บทั้งนักร้องหญิง ทั้งโอโนะยูหายไปหลังเวทีกันหมดเลย มี DJ เปิดเป็นเพลงแดนซ์ๆ มี Dancer Performance คั่นเวลาโผล่มาทีละคน ปิดท้ายโอโนะยูเปลี่ยนเป็นเสื้อยืดคอนกลับมาเต้นด้วย แล้วจบโดยตีลังกากลับหลัง เรียกเสียงกรีี๊ดกร๊าดได้ลั่นฮอล แต่ก็ยังไม่พัก ต่อด้วยเพลง DKY และ Furare Otoko ni Asu wa Kuru ทันที เห็นแล้วเหนื่อยแทนนิดนึง 5555 พอจบเพลงนี่หอบกันเลยทีเดียว

กลับมาเป็นช่วง mc ยาวววววววว เป็นไลฟ์ที่ mc ยาวทุกรอบ เพราะโอโนะยูพูดน้ำไหลไฟดับอย่างไม่แคร์เวลา เล่าเรื่องตีลังกาว่าไปเห็นมาแล้วรู้สึกเท่มาก เลยถามว่าเรียนที่ไหนยังไงแล้วไปลงเรียนบ้าง พอไปถึงอาจารย์ให้ลองทำ ปรากฏว่าทำได้เลย!? แต่ยังผิดหลักเลยต้องเรียนใหม่ แต่พอเรียนไปเรียนมากลายเป็นกลัว คราวนี้จากทำได้กลายเป็นทำไม่ได้สักทีจนไม่กี่วันก่อนคอนเพิ่งจะทำได้ อยากเป็นกำลังใจให้ใครที่ได้มาคอนนี้ดูแล้วเกิดความรู้สึกอยากพยายามทำอะไรใหม่ๆ เหมือนที่ตัวเองไปฝึกกระโดดตีลังกา (อะไรประมาณนี้ จำไม่ได้ค่อยได้)

ต่อไปมีคอร์นเนอร์อีก (ไหนบอกคราวนี้คอน ไม่ใช่อีเวนท์!?) เป็นช่วงไล่ดูภาพระหว่าง 3 ปี มีภาพถ่ายระหว่างเดินสายโปรโมทเพลงทั้ง 3 อัลบัม กับภาพถ่ายเดินทางไปร่วมอีเวนท์ต่างๆ นานา ประมาณ 70% เป็นภาพของกิน จากเดินคนปรบมือ พอภาพโอโคโนมิยากิภาพที่ 3 ขึ้นมาเสียงหัวเราะก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ แถมเจ้าตัวบางทีก็นึกไม่ออกภาพไหนเมื่อไหร่อย่างไร ต้องให้คนดูช่วยกันนึก โอ้ย ตลก 555555555 ภาพที่เรียกเสียงกรี๊ดได้มากที่สุดคือภาพรันจังในคุกที่ถ่ายมาจากสกรีนกำแพงงานแกรนบลูที่โอซาก้า ภาพข้างล่างนี้แหละ แต่พอเต็มจอแล้วอิมแพ็คแรงมาก 55555 พร้อมโฆษณาและฝากฝัง Dragon Nights อีกเล็กๆ น้อยๆ แถมยังมีพูดถึงเคนโชอีกเป็นระยะๆ 55555

ranchan.png

Credit: http://granbluefantasy.jp

นอกจากนี้มีภาพจาน Fruits tart จานใหญ่มากสองจานกับมือสองคนชูสองนิ้ว…
อันนี้เจ้าตัวเล่าว่า น่าจะรู้กันอยู่แล้วว่าตอนนี้เขาออกมาจากสังกัดเดิม เป็นนักพากย์อิสระ
ซึ่งอาจจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่อยากเล่า ว่ามือที่เห็นในภาพนี้เนี่ย คือ R คุงที่เป็นเมเนเจอร์ตอนนี้
สนิทกันมาแต่ดั้งแต่เดิมแล้ว ภาพนี้ก็หลายปีแล้ว เดิมเป็นเพื่อนกินขนมหวาน ปริมาณเท่าๆ กันเฉยๆ (. . . .)

ช่วงแนะนำเพลงต่อไป โอโนะยูบอกว่าไหนๆ ก็ 1st one-man live เลยอยากใช้โอกาสนี้ร้องเพลงโคฟเวอร์
*กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด* อย่างที่หวังเลย
แต่โคฟเวอร์เพลงอื่นก็ลำบาก เลยจะโคฟคาราซองของตัวเองเนี่ยแหละ *กรี๊ดดด กรี๊ดดดดดดดดด*
ซึ่งเป็นเพลงที่เหมาะกับช่วงเวลาแบบนี้ที่สุด แต่ไม่บอกว่าเป็นอะไร คนลุ้นกันเต็มที่ พออินโทรขึ้นเท่านั้นแหละ เสียงกรี๊ดลั่นฮอลมาก

Michi no Tochuu ของคากามิ กับ Yoshiwara Lament ค่าาาาาาาา

เรากรี๊ดจนเสียงหายเลย เพราะมิจิโนะโตะจูคือเพลงของคากามิที่เราชอบมากที่สุด แต่ไม่เคยได้ร้องออกอีเวนท์เลยแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนโยชิวาระก็เป็นอีกหนึ่งเพลงของโอโนะยูที่ชอบที่สุดแต่ไม่เคยมีไลฟ์ แล้วแอบหวังตั้งแต่ตอนประกาศคอนว่าจะต้องมีเอามาร้อง ในที่สุด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!! ได้ฟังสองเพลงนี้ก็คุ้มค่าที่มาแล้วอะ ฮรืออออออ  TvT

จบสองเพลงเป็น mc อีกแล้ว mc เยอะมากจริงๆ ไลฟ์นี้…

อธิบายว่าทำไมต้องเป็นสองเพลงนี้

Michi no Tochuu เป็นซิงเกิลเดี่ยวของตัวเอง ซิงเกิลแรก!! ถึงจะเป็นคาแรกเตอร์ซองก์ก็เถอะ แต่ไม่เคยได้ร้องเลย เพราะเวลามีอีเวนท์อะไรของคุโรโกะเพลงคากามิก็จะเป็นเพลงฮึกเหิมตลอด แต่คราวนี้ร้องได้ เพราะเป็นคอนตัวเอง แฟนๆ ก็น่าจะยอมฟังล่ะมั๊ง แถมด้วยความหมายของเพลง มันเหมือนสภาพตอนนี้ที่เดินมาอยู่กลางทางและกำลังจะก้าวต่อไปด้วย

ส่วน Yoshiwara Lament เป็นเพลงของคาแรกเตอร์ซองก์ของมิเกะ จากซีรีย์ Actors และที่เลือกก็เพราะเป็นเพลงที่ได้รับการเรียกร้องมากที่สุด เพลงนี้ทาง Actors Official Channel มีอัพตัวเต็มไว้ด้วยนะ ใครสนใจฟังเชิญเลยค่ะ เป็น Masterpiece มากๆ #ไม่ค่อยจะอวย ตอนฟังนี่ตายไปเลย โอยยยยยยย ไม่คิดไม่ฝันว่าจะได้ฟังเพลงนี้สดๆ น้องทวินเทลที่ยืนหน้าเราน้ำตาร่วง ส่วนพี่สาวด้านซ้ายมือกรี๊ดแบบตายไปเลย…

ต่อจาก mc คราวนี้มาเป็นคอร์เนอร์กัด PV Tarzan Night ต่อหน้าผู้กำกับ 5555555555555555555555

จำรายละเอียดไม่ได้ แต่มีกัดเรื่องเสื้อผ้า คอนเซ็ปต์ ตัวเองเต้นผิด แดนเซอร์เต้นผิด ฯลฯ กัดเยอะและนานมาก 555

ต่อด้วยเพลงบัลลาดเพียงเพลงเดียวของซีรีย์ Ano Hi no Yoru

mc ช่วงสุดท้ายเล่าว่า Party Man 3 อัลบัม เป็นเพลงที่สร้างตามใจคนผลิต ตามใจคนร้อง แต่หลังจากนี้จะฟังเสียงแฟนๆ ถ้าอยากได้แนวไหนก็ให้บอกมา อาจจะมี Party Man 4 ออกมาก็ได้ (แต่ไหงพูดเหมือนว่า อาจจะไม่ออกเพลงอีกเลยก็เป็นได้ล่ะคะ TT_______TT) พล่ามยาวมาก บอกเนี่ยที่จอขึ้นว่าให้รีบแล้ว แต่เราจะไม่สนใจ!! แล้วก็พูดต่อไป จนโดนสต๊าฟพ่นควันใส่หน้าไล่ ก็ยังไม่ยอมแพ้เล่นต่อไปอีก 55555555 แล้วก็บอกน่าเสียดายที่เพลงต่อไปจะเป็นเพลงสุดท้าย สักพักเปลี่ยนอารมณ์บอก เอ้ย แบบนี้ไม่ถูกเนอะ ยังไม่จบเลยแท้ๆ จะพูดน่าเสียดาย พูดถึงคอนต่อไปได้ยังไง ต้องสนุกให้เต็มที่สิ ก่อนปิดท้ายด้วย Party World

พอตัวหายไปปุ๊บ มีเสียงที่อัดไว้ล่วงหน้าพูดยาวเหยียด ว่ามีอยู่ช่วงนึงซึ่งเล่นมาตั้งแต่อีเวนท์แรก คือจับฉลากแจกของส่วนตัว มีแนะนำของทีละอย่าง วิตามิน ซีดีของเคยากิซากะ 55555555 แล้วก็พัดโอเรปาระ โดยของทีึ่แจกจะเซ็นลายเซ็นด้วย ในใจแอบลุ้นว่าอยากให้แจกซีดีเคยากิซากะที่เซ็นลายเซ็นโอโนะยู 555555555555555555555555555555555555 แต่สุดท้ายแจกพัดโอเรปาระที่เจ้าตัวประท้วงเล็กน้อยว่ามันดูไม่เหมือนของส่วนตัวเท่าไหร่ และคนได้ไปคือหมายเลข 403 ส่วนเรา 390 รู้สึก(ไปเอง) ว่ามันเฉียดมากเลย แต่แจกแค่รางวัลเดียวอะนะ… ต้องทำบุญด้วยอะไรล่ะถึงจะได้ 5555555

ลืมเล่าไปนิด ที่หายไปเข้าไปนั่นโอโนะยูเปลี่ยนเป็นชุดของ PV Party Man เพลงแรกเลย สูทขาว เสื้อดำ ธรรมดา มีแนะนำแดนเซอร์เล็กๆ น้อยๆ บอกว่างานวันนี้จะออกเป็น DVD ด้วยนะ “วันนั้นแหละ” ปีหน้า เดาเองว่าคงเป็น 22 มิ.ย. วันเกิดเจ้าตัวเหมือนทุกปีมั๊ง

อีกคำที่ทำเอาขำหนักคือมีพูดถึงฮาโลวีน ว่าเนี่ย ข้างนอกมีปารี่พี (Party People) เต็มไปหมดเลย リアパーリーピー นี่มันน่ากลัวจริงๆ!! ทั้งที่คนพูดมาชุด Party Man 555555

แต่ชิบุย่าวันนั้นคือน่ากลัวจริงๆ ไลฟ์เฮาส์มันอยู่ซอกๆ หน่อย ต้องเดินผ่านหน้าสถานีและตรงคนเยอะๆ มา คือคนเยอะมว้ากกกกกกกกกกกกกกกกก เดินไม่เกรงใจ ถ้าไม่มีแว่นตาคงโดนร่มจิ้มตาบอดไปหลายรอย พอฝนเริ่มซาปุ๊บพวกแต่งชุดแฟนซีก็ออกมาเดินกับเพียบ ขนาดยืนรอเข้าฮอลยังมีคนใส่แฟนซีประหลาดเดินผ่านไปผ่านมาตลอดเวลาเลย รู้สึกเป็นเมืองที่คึกคักเกินไปมากสำหรับเรา และน่าจะสำหรับโอโนะยูและแฟนๆ ด้วย 55555 โอตาคุไม่นิยมที่คนเยอะนะคะ 55555555 มินามิอุราวะสุดแสนกันดารดีสำหรับเราไปเลยพอเจอชิบุย่า TvT

เพลงปิดท้าย (ที่ไม่ใช่อังกอร์) คือ Party Night แบบ Full เก็บกิงเทป(?) มันไม่ใช่เทปเป็นกระดาษสีตัดสี่เหลี่ยมจตุรัสมาเป็นที่ระลึก 3 สี แต่ไม่มีลายเซ็นไม่มีพิมพ์ลายอะไรเลยอะนะ

marker-small2

กลัวไลฟ์เฮาส์มาก พอมาครั้งเดียวชอบเลย คือมันไม่ใหญ่ ใกล้ชิด บรรยากาศอบอุ่น (อาจเพราะแฟนๆ คนนี้ไม่ดุด้วย 55555) ดีใจที่ได้ไปไลฟ์นี้ ดีใจที่ตามโอโนะยูมา เป็นคนตลกน่ารักตรงข้ามกับเสียงทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ นะ 5555 เหมือนเป็นตัวมาสค็อต(ชม) หวังว่าจะไม่หยุดแค่ 3 อัลบัมแต่มีเพลงออกมาอีก เพราะฉะนั้นใครชอบโอโนะ ยูกิ อย่าลืมช่วยกันซื้อ CD, DVD เพื่อให้ได้มีเพลงออกมาอีก ไม่หยุดแค่อัลบัมปาหี่ 3 แผ่นเถอะนะคะ ในฐานะแฟนก็อยากได้อะไรจริงๆ จังๆ เท่ๆ ซึ้งๆ กับเขาบ้าง 55555555 ใน 3 อัลบัมนี้ก็ชอบหลายเพลงแหละ แต่มอง PV กับปกแผ่นแล้วได้แต่ถอนหายใจ 555555555 ที่สำคัญอยากให้มาไทยจังเลย TT_____________TT ยังเฝ้ารออยู่นะคะะะะะะ!!! มาเมื่อไหร่จะเอาพัดกับแท่งไฟไปโบกให้ตกใจเล่น

ประกาศรางวัลเครื่องเขียนญี่ปุ่นประจำปี 2017 ที่งาน ISOT

เดือนกรกฏาคมนี้ ที่ญี่ปุ่นมีงาน ISOT หรืองานแสดงเครื่องเขียนยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งเอเชียขึ้นที่ Tokyo Big Site ซึ่งในงานนี้นอกจากแต่ละบริษัทจะนำผลิตภัณฑ์ของตนมาจัดแสดงแล้ว ยังมีการประกาศรางวัลกรังปรีซ์ให้เครื่องเขียนที่ออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย โดยรางวัลจะแบ่งเป็นด้านฟังก์ชัน กับด้านดีไซน์ ปีนี้ถือเป็นครั้งที่ 26 ของรางวัลนี้

ออกตัวก่อนว่าเราไม่ได้นะคะ ถึงจะอยากไปมว้ากกกกกกกกกกกกกก ก็เถอะ ถ้าไปสงสัยจะหมดเป็นวันๆ ตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งทุกอย่าง แต่รางวัลปีนี้ก็มีทั้งของน่าใช้และน่ารักเยอะแยะอีกแล้ว เลยอยากเอามาแบ่งปันกันดู เผื่อใครสนใจอยากได้ ก็ไปหาซื้อมาลองใช้กันได้ค่ะ

marker-small

เริ่มจากรางวัลยอดเยี่ยมของแต่ละฝั่งกันก่อนเลย

ด้านฟังก์ชัน

XSCISSORS จาก Carl

Xscis

กรรไกรรุ่นถึก ด้วยใบมีดสแตนเลส 3 mm. หนากว่ากรรไกรปกติ 2 เท่า ลับทีละใบด้วยฝีมือช่างเมือง Seki จังหวัด Gifu ซึ่งโด่งดังเรื่องช่างทำของมีคม ตัดลงเต็มแรง ขาดทันที ตัวด้ามมีแกนเป็นโลหะช่วยเสริมแรงให้ใบมีด หุ้มด้วยยาง Elastomer ช่วยกระจายแรงกระทบมือเรา

ด้านดีไซน์

Anata no Kodougu-Bako จาก Pun Puku Dou

ร้าน Pun Pun dou แห่งจังหวัดจิบะ ผลิตและจำหน่ายเครื่องเขียนออริจินอล ซึ่งกล่องบรรจุของกระจุกกระจิกนี้ก็เป็นหนึ่งในเครื่องเขียนออริจินอลของร้าน ทำจากเยื่อกระดาษชนิดแข็ง “พาสโก้” ที่ทางร้านระบุว่าอยู่ได้ถึง 50 ปี มีหลากหลายสีสัน แต่ละชิ้นล้วนประกอบขึ้นมาอย่างประณีต

ขอออกความเห็นส่วนตัวสักนิด…. คือเราไม่เข้าใจความดีงามขนาดได้รางวัลที่หนึ่งของสิ่งนี้จริงๆ…
มันก็น่ารัก ใช่ น่ารัก แล้วยังไง 5555 ถึงจะไม่ใช่ด้านฟังก์ชันแต่ก็ชวนให้คิดว่าไม่มีอย่างอื่นแล้วจริงๆ เหรอ

หาภาพดูเพิ่มแล้ว เออ มันก็น่ารักจริงๆ แหละ แต่อย่างน้อยมีช่อง มีอะไรนิดนึง ไม่ใช่กลอ่งแบบนี้สิ 55555
เป็นชิ้นที่สร้างความงงให้ดิฉันมากมาย

ต่อด้วยรางวัลอื่นๆ นอกจากที่ 1 กันค่ะ

ด้านฟังก์ชัน

Toga Return กบเหลาดินสอมือหมุนจาก Sonic

TogaReturn

กบเหลาดินสอที่พอแหลมแล้วดินสอจะเด้งออกมาเอง ใช้ง่าย ไม่ต้องกลัวหัก ขนาดกำลังพอเหมาะสำหรับเด็ก ใช้งานง่าย ปลอดภัย ลองดูคลิปสาธิตการใช้งานได้ด้านล่างนี้เลยค่ะ เห็นแล้วอิจฉา ทำไมตอนเราเด็กๆ ไม่มีอะไรแบบนี้นะ!!

Hanbunko จาก Plus

hanbunko

แท่นตัด ล็อกแน่น ใบมีดแบบลูกกลิ้งคม ปรับขนาดตามต้องการได้ เพียงล็อกกระดาษลงไปในเครื่องแล้วเลื่อนลูกกลิ้งเท่านั้น ชิ้นนี้เราเคยเห็นรายการแนะนำมาหลายครั้งแล้วค่ะ ทุกคนคอนเฟิร์มว่ามันเริ่สสสสมากกกกกกกก เห็นทีไรอยากได้ไว้ที่บ้านทุกที

AQUA DROPs Clip File จาก LIHIT LAB.

aquadrops

แฟ้มพร้อมซองและคลิปหนีบเอกสารขนาด A5 ใส่เอกสารง่าย คลิปหนีบแน่น น้ำหนักเบาพกพาง่าย สามารถเปิดได้ 360 องศา จึงถือมือเดียวอ่านเอกสารได้ด้วย

เป็นอีกชิ้นที่อยากได้ค่ะ น่ารัก น่าใช้งานมาก ด้วยงานของเราทำให้บางครั้งต้องใช้กระดานคลิป A5 แบบนี้แหละ เอาไว้ถือจดหรือพูดบท มีของส่วนตัวอยู่แล้ว แต่อันนี้น่าใช้และพกง่ายกว่ามากเลย ปกติคลิปข้างบนมันจะเกะกะๆ ใส่กระเป๋าแล้วไปเกี่ยวอย่างอื่น แถมไม่มีปกกระดาษแผ่นหน้ามักจะยับหรือเปื้อน AQUA DROPs ตัวนี้น่าใช้จริงๆ

zeit Vektor Meeting Box A4 จาก Reimei Fujii

zeitแฟ้มใส่เอกสารดีไซน์สวย ฟังก์ชันใช้งานพร้อมสรรพ สามารถใส่เอกสารในแฟ้มใส A4 ได้ พับเก็บได้ วางแนวนอนหรือแนวตั้งก็ได้ ทั้งยังถือไปทั้งแฟ้มได้อย่างสะดวก เก๋ๆ สวยๆ ช่วยให้โต๊ะทำงานไม่น่าเบื่อ

ด้านดีไซน์

Tete. จาก Keibunsha Insatsu Kougyo

tete

สมุด Traveller เล่มสวย ผลิตตามออร์เดอร์ ออริจินอลทุกเล่ม วัสดุทุกชิ้นผลิตในญี่ปุ่น สามารถเลือกได้ดังนี้

  1. สีหนังหุ้มปก
  2. ตราโลหะ หมุดโลหะ
  3. ตราปั๊มลงปก (ตัวอักษร-ภาพ) และที่จุดที่จะปั๊ม
  4. ปกและไส้กระดาษ มีให้เลือก 19 แบบ ซึ่งใช้กระดาษ Tomoe River ไม่ซึม ไม่เป็นรอย นุ่มเขียนลื่น ส่วนปฏทินและซองพ็อกเก็ตกระดาษมีอยู่ในเซ็ต

เมื่อเลือกเสร็จแล้วทางร้านจะประกอบมาเป็นสมุดออริจินอลตามที่เราส่ง แต่ราคาก็ตามคุณภาพ เพราะราคาถึง 8,100 เยน!!

ชิ้นนี้เหมาะกับคนอยากจะมีสมุดดีๆ คู่ใจสักเล่มเป็นของประจำตัว ไม่เหมาะกับคนขี้เบื่อขยันเปลี่ยนบ่อยๆ ค่ะ เพราะวัสดุดีมากๆๆๆ ทุกชิ้นที่นำมาประกอบเลย เขารับประกันทั้งความรู้สึกดีตอนใช้งานและความทนทานด้วย ส่วนไส้พอเต็มแล้วก็ถอดเปลี่ยนซื้อเติมใหม่ได้เรื่อยๆ ในราคาสมเหตุสมผลตามึคุณภาพกระดาษโทโมเอะ

Biwako Templete จาก KOKUYO Shiga Kougyo หนึ่งในซีรีย์ ReEDEN

biwako

กระดานเท็มเพลตสำหรับวาดทะเลสาบบิวาโกะ สเกล 1/100 พร้อมเกาะกลางทะเลสาบและกิจกรรมรอบๆ ของเล่นน่ารักๆ หรือจะซื้อเป็นของฝากของที่ระลึกจากทะเลสาบบิวาโกะก็ดีเหมือนกัน

สำหรับคนไม่รู้จัก ทะเลสาบบิวาโกะ คือทะเลสาบใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น อยู่ในจังหวัดชิกะ (ข้างเกียวโต) และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ตากอากาศของชาวญี่ปุ่นค่ะ แต่ซื้อสิ่งนี้มาแล้วจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้างก็ตอบยากจริงๆ 555555

Block Clip จาก Midori

blockclip

หนึ่งในแบรนด์ฮิตของคนไทย เป็นตัวต่อยาง มีช่องหนีบกระดาษ หลายสีหลายขนาด สามารถนำมาต่อเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะทำงานได้หลากหลาย เบื่อเมื่อไหร่ก็เปลี่ยน หรือพกไว้ติดกระเป๋าสักสองสามชิ้นก็นำไปใช้งานได้เยอะกว่าที่คิด เพราะใช้เดี่ยวๆ แทนคลิปหนีบกระดาษก็ยังได้ แต่ใครมั่นใจในไอเดีย นำไปเล่นอะไรได้อีกเพียบ (

Jurassic Book จาก PAPER ART VIET LLC

jurassicbook

หนังสือ Pop-Up ฟอสซิลไดโนเสาร์กระดาษ พร้อมข้อมูลไดโนเสาร์ 6 ชนิด งานละเอียดและสวยมากน่าสะสมจริงๆ ค่ะ

marker-small2

ดูแล้วอยากได้อะไรกันเป็นพิเศษไหมเอ่ย?

เจ้าของบล็อกอยากได้แฟ้มกับแท่นกระดาษมากเลยค่ะ…

มีจุดน่าสังเกตตรงที่ เรารู้สึกช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา สารพัดดินสอกด ไม่ว่าจะเหลาไส้เอง ไส้ไม่หัก ไส้เล็กพิเศษ เขย่าได้ หักได้ ฯลฯ และสารพัดปากกา เส้นเล็ก หมึกเจลแห้งเร็ว เปลี่ยนไส้ได้ ลบได้ ฯลฯ กับกล่องดินสอกางได้ ตั้งได้ ย่อได้ หดได้ ฯลฯ ออกมากันเพียบจนตามไม่หวาดไม่ไหว แข่งกันเป็นเจ้าตลาด พอมาถึงปีนี้รางวัลกลับไม่มีทั้งดินสอ ปากกา ยางลบ และกล่องดินสอเลย หรือมันจะถึงจุดอิ่มตัวแล้ว

ส่วนตัวเราเอง แรกๆ ก็ตื่นตาตื่นใจกับฟังก์ชันของดินสอกดนะ แต่พอใช้ไปใช้มา เอาแค่ถือสบายมือ หน้าตาสวยงามก็พอแล้วนี่น่า อย่างอื่นไม่ได้จำเป็นขนาดนั้นเลย… เป็นคนมือหนัก แต่ก็ไม่ได้ทำไส้หักถี่จนต้องซื้อแบบกันหักมาใช้ หรือพูดให้ถูก ซื้อไส้ดีๆ ก็เกินพอแล้ว คนผลิตเองอาจจะเริ่มคิดแบบนี้เหมือนกันแล้วล่ะมั๊ง?

รางวัลปีนี้ไม่ได้น่าตื่นเต้นหวือหวา เรียกว่าให้อารมณ์เหมือนสูงสุดกลับสู่สามัญมากกว่า
แต่ความเรียบง่ายที่คิดมาแล้วนี่แหละที่ทำให้น่าใช้

วิธีพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นด้วยคีย์บอร์ดธรรมดา (Japanese IME)

อีกหนึ่งเอนทรี่ ที่ยกมาจากบล็อกเก่านะคะ เขียนไว้นานแล้ว แต่ทุกวันนี้ยังมีคนถามอยู่เป็นระยะ
ประกอบกับบล็อกเก่าตอนนี้ log-in ไม่ได้ด้วยสาเหตุบางอย่าง จะเอาโฆษณาออกก็ไม่ได้ จะไปรับเงินค่าโฆษณาที่วางไว้ก็ยังไม่ได้ วันดีคืนดีล่มไปเลยอีกต่างหาก อะไรไม่สำคัญก็เฉยๆ แต่บางอย่างน่าจะมีประโยชน์ขอย้ายมาก็แล้วกัน ถึงจะไม่ค่อยเกี่ยวกับคอนเซ็ปต์บล็อกนี้สักเท่าไหร่ก็เถอะ ถือโอกาสตั้งหมวด Japanese ขึ้นมาใหม่ แล้วจะทยอยย้ายเนื้อหาที่รู้สึกอยากเก็บเป็นที่ระลึกมาจากบล็อกเก่านะคะ
marker-small
เดี๋ยวนี้คนอ่านญี่ปุ่น พิมพ์ญี่ปุ่นกันเยอะ… คอมก็ลงภาษาญี่ปุ่นได้เลยไม่ต้องโหลดอะไรเพิ่ม กด language toolsbar ขึ้นมาแล้ว add ภาษาลงไปได้เลย  วิธีทำอย่างละเอียดลองเสิร์ชหาในกูเกิลได้ค่ะ….
บางคนมีปัญหาว่า ถ้าลงเป็น 3 ภาษาแล้วจะกดเปลี่ยนภาษาลำบาก ต้องใช้เมาส์คลิก จริงๆแล้วลงภาษาญี่ปุ่นไว้ สามารถพิมพ์ภาษาอังกฤษได้เลย โดยสวิตช์ภาษาญี่ปุ่นกับอังกฤษได้โดยกด “alt+~” และสวิตช์ภาษาไทยกับญี่ปุ่นได้ด้วยคีย์ตามที่ตัวเองตั้ง อย่างของเรา หลังจาก add ภาษาญี่ปุ่น ก็ลบ eng ออกไปเลย ใช้สวิตช์ภาษาเอา
ส่วนวิธีพิมพ์ หลายคนไม่รู้วิธีพิมพ์ตัวอักษรบางตัว เวลาจะใช้ต้องไปหาก๊อบจากในเว็ป เลยถือโอกาสวิธีมาบอกต่อกัน
marker-small2
วิธีพิมพ์ภาษาญี่ปุ่น ด้วยแป้นพิมพ์ปกติ (ไม่ใช่ของญี่ปุ่น)
  • พิมพ์เป็นโรมันจิได้ทั้งสองระบบ คือヘボン式 และ 訓令式 ส่วนใหญ่ก็อย่างทีู่รู้กัน ตัวยกเว้นคือ
    し สามารถพิมพ์ได้ทั้ง shi  si และ  ci
    じ สามารถพิมพ์ได้ทั้ง ji  และ  zi
    ち สามารถพิมพ์ได้ทั้ง chi  และ  ti
    つ สามารถพิมพ์ได้ทั้ง tsu และ tu
    づ พิมพ์ได้วิธีเดียวคือ du
    ぢ พิมพ์ได้วิธีเดียวคือ di
    ふ สามารถพิมพ์ได้ทั้ง hu และ fu
    - เสียงยาวของคาตะคานะ ใช้ - ที่แป้นตัว ข 
  • ตัว ん พิมพ์ nn (สองตัว)
  • อักษรตัวเล็ก มีหลายวิธี สามารถพิมพ์ x แล้วตามด้วยอักษรที่ต้องการก็ได้
  • วรรค “อะ” ตัวเล็ก  ぁ ぃ ぅ ぇ ぉ ァ ィ ゥ ェ ォ วิธีที่ง่ายที่สุดเครื่องเปลี่ยนให้ ไม่ต้องเคาะเลือกเอง พิมพ์ la  li  lu le lo หรือพิมพ์ xa xi xu xe xo
  • ตัว tsu เล็ก っ พิมพ์ xtsu หรือ xtu แต่ถ้าเป็นคำเสียงสะดุดเช่น motto gakkou พิมพ์ตัวอักษรซ้ำกันแบบนี้ได้เลย
  • สามารถพิมพ์ตัว c แทน  k(วรรค “คะ”) ได้ แต่ถ้า CI หรือ CE จะออกมาเป็น しและ せ สรุปคือ อย่าไปใช้ตัว C เลย ยุ่งยาก….
  • แต่พิมพ์ L แทน R ไม่ได้
  • เวลาพิมพ์แล้วต้องเลือกตัวอักษรโดยกดสเปซบาร์ เมื่อเลือกเสร็จแล้วกด enter 1 ครั้งก่อนให้เส้นแดงที่ขีดไว้หายไป ตัวอักษรจึงจะปรากฎในช่อง ถ้าไม่เอนเตอร์แล้วพิมพ์ไปเรื่อยๆ มีโอกาสที่มันจะหายไปได้
  • ตัว [ ] สามารถเลือกรูปแบบของวงเล็บได้
  • 「 」 เป็นสัญลักษณ์คำพูด เหมือน ” “
  • ส่วน 『 』จะได้กับชื่อเฉพาะ เช่นชื่อหนังสือ ชื่อหนัง
  • จุดปิดประโยค 。ใช้แป้น . ตรงตัว  ได้เลย
  • ลูกน้ำคั่นประโยค ใช้ลูกน้ำที่แป้น  จะหน้าตาต่างจากของไทยนิดหน่อย
  • จุดกลาง ・・・ (ภาษาญี่ปุ่นเวลาพิมพ์ … จะใช้จุดกลางบรรทัด) พิมพ์ด้วยแป้น / ที่ตัว ฝ
  • แป้นจุดที่ numpad สามารถเป็นได้ทั้ง . .。 แต่ต้องเคาะสเปซบาร์เืพื่อเลือก
  • ตัว กดได้จากแป้น \ ที่อยู่ใกล้ๆแบล็อกสเปซ
  • ตัว * และ * พิมพ์จากปุ่มเดียวกัน กดสเปซบาร์เลือกเอา
  • ⇒ ←  <- พวกนี้สามารถพิมพ์ -> และ <- แล้วเคาะสเปซบาร์เพื่อเลือกได้
  • ลองไปจิ้มๆ แล้วใช้สเปซบาร์ค่อยๆเลือก จะเจอสัญลักษณ์แปลกๆ เพียบ เช่น①② หรือเลขโรมันแค่พิมพ์ 1 2 เฉยๆ ก็ได้แล้ว
  • กด shift ตอนพิมพ์ จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นฮิระกานะ
  • ถ้าพิมพ์ V จะออกมาเป็นวรรค a มีเต้งเต้ง เช่น ヴ(vu) ヴァ ヴィ ヴェ ヴォ
  • ถ้าพิมพ์ Q จะออกมาเป็นวรรค “คะ” ตามด้วยวรรค “อะ” ตัวเล็ก (ยกเว้น qu) เช่น くぁ クィ くぇ クォ
  • ตัวอักษรโบราณ อย่าง  และ  พิมพ์โดยใ้ช้ we และ wi ตามลำดับ
  • ヶ (一ヶ月) พิมพ์ ke แล้วสเปซบาร์เลือก
  • 々 พิมพ์ onaji  แล้วเคาะเลือก 々 ヾ ヽ ゝ ゞ 〃
  • 〆 ใช้กับคำว่า 〆切り ที่แปลว่าเส้นตาย… (สำหรับพวกนักเขียนต้องส่งงานเป็นต้น) พิมพ์ shime แล้วกดเลือกได้
  • เว้นวรรคแค่ครึ่งเดียวเหมือนแป้นอังกฤษ (ปกติ IME ญี่ปุ่นจะเว้นวรรค 1 บล็อกตัวหนังสือ) โดยกด Shift+Space bar
  • เครื่องหมายดอกจันใหญ่ของญี่ปุ่น ที่ขนาดเท่าตัวหนังสือ พิมพ์ kome ※
  • ~ พิมพ์ kara หรือพิมพ์ ~ แล้วเคาะเลือกเอาก็ได้

อื่นๆ

  • sha-bu ♯
  • furatto ♭
  • shikaku ■□◆◇
  • sannkaku ∴△▲▽▼▷▶◁◀∵
  • maru ○●◉◯ — maru จริงๆได้เยอะมากกกก ลองพิมพ์ดูได้
  • batsu ×
  • yajirushi →←↑↓⇔⇒
  • hoshi ★☆✡
  • ongaku / onnpu ♪♬♫
  • ha-to ❤♡
  • niko (⌒∇⌒)

[Report] C3 AFA Bangkok 2017 – Furuya Toru Stage

ซีรีย์ C3 AFA ยังไม่จบอีกนานๆ
ย้อนกลับมาสเตจแรกหลังพาสุวาเบะซังแซงไป
ฟุรุยะซังเป็นเซยูสเตจแรกของงานนี้ค่ะ เป็นสเตจที่สองจิตสองใจมากว่าไปดูดีไหม…
ใจนึงก็สนใจ เพราะลุงคือระดับขึ้นหิ้ง แล้วผลงานก็ดูมาแล้วทั้งนั้น ถึงส่วนใหญ่จะดูพากย์ไทยก็เถอะ
สุดท้ายก็พยายามออกจากบ้านเช้าระดับนึง กะว่าถ้าออกเวลานั้นแล้วยังไม่ทันอีกก็ไม่เป็นไรแล้วกัน ปรากฎว่าไปถึงตั้งแต่งานเพิ่งเปิด เวทียังไม่เริ่มอะไรเลย เอาล่ะ ได้ดูครบแน่!!! เพราะเราจะเกาะหน้าเวทีอยู่อย่างนั้น

สิ่งที่งงมากสำหรับสเตจนี้คือ…… สามแถวหน้าจะเป็นคนที่มาจองที่กันแต่เช้า แต่พอถึงเวลาจริงกลับมีคนมาทีหลังไปนั่งกับพื้นด้านหน้าสุดแทนซะงั้น สต๊าฟยืนกันอยู่ไม่มีคนไล่อีกต่างหาก แล้วนี่มีความหมายอะไรกับการแหกขี้ตาตื่นไปงานจองเก้าอี้ เก้าอี้วางไว้ทำไมถ้าไม่ใช่จุดบอกเขต ถามว่านั่งกับพื้นบังไหม ก็ไม่ได้บังหรอก แต่มันขาดระเบียบวินัยแล้วก็ไม่ยุติธรรมกับคนที่ทำทุกอย่างถูกต้องเลย แต่สุดท้ายก็ต้องขอบคุณสต๊าฟที่แม้จะช้าไปบ้างแต่ก็เอาเสาเอาเชือกมากั้นตั้งแต่สเตจสุวาเบะซังเป็นต้นไป

บ่นยาวไปนิด กลับมาที่รีพอร์ทกันดีกว่า

ทีมงานของทางสังกัดอาโอนิอัพทวิตเตอร์วีดีโอไว้ให้ด้วย!! เริ่มจากดูนี่ก่อนเลยค่ะ

เสียงฟุรุยะซังคือการ์ตูนมว้ากกกกกกก การ์ตู๊น การ์ตูน ฟังง่ายกว่าซีดีภาษาญี่ปุ่นขั้นต้นซะอีก และเสียงเด็กมากด้วย…

ถัดจากสวัสดีแนะนำตัวตามปกติแล้วก็เริ่มคอร์นเนอร์ถามคำถามเลย โดยใช้วิธีแนะนำตัวละครที่พากย์ไปทีละตัวๆ แล้วก็ถามเกี่ยวกับตัวนั้น ปิดท้ายด้วยพูดเซริฟุของตัวนั้นๆ ไล่ตามลำดับเวลาไป

งานเดบิวต์: Kid(?) จากเรื่อง Kaizoku Ouji (เจ้าชายโจรสลัด)
★ เป็นอนิเมเมื่อ 50 ปีที่แล้ว!!! ภาพยังขาวดำอยู่เลยค่าาาาา
★ ตอนนั้นอายุ 12 พากย์เป็นเด็กผู้ชาย  ไม่ได้คิดอะไรมากเป็นพิเศษ พูดไปตามสภาพ

Amuro Rei จาก Kidou Senshi Gundam
★ มีคนคอสชุดกันดั้มไปทั้งอามุโร่และชาร์ส พิธีกรเลยช่วยบิวต์โดยให้ทุกคนตะโกน “จี๊คจิออน” ฟุรุยะซังทำเป็นโวยว่าชั้นอยู่พันธมิตรนะ!! ไปเชียร์ซีออนกันได้ยังไง
★ 38 ปีที่แล้ว ตอนพากย์เพิ่งจบมหา’ลัยพอดีๆ และพากย์ได้บทนี้แหละที่ทำให้ตัดสินใจว่าหากินด้วยอาชีพเซยูแบบเต็มตัว
★ พูดโชว์ประโยคดัง 「二度もぶった。親父にもぶたれた事無いのに。」 (ต่อยตั้งสองครั้งเชียว พ่อยังไม่เคยต่อยชั้นแท้ๆ) มีกุมแก้มทำท่าทำทางด้วยได้อารมณ์มาก ประทับใจ ก็ไม่คิดเหมือนกันว่าชีวิตนี้จะได้ฟังคำนี้แบบสดๆ พร้อมภาพประกอบจากต้นฉบับ TvT

Seiya จาก Saint Seiya
★ ประมาณสัก 30 ปีได้แล้ว พระเอกแบบ พระเอ๊กกกก พระเอก ทุกอย่างที่มีความเป็นพระเอก
★ เรื่องเซนต์เซย่าเป็นเรื่องที่แสดง 友情=มิตรภาพ 勇気=ความกล้า 正気=ความเที่ยงธรรม (ไม่ได้จดไว้ ไม่แน่ใจ ถ้าผิดต้องขออภัยค่ะ) ของลูกผู้ชาย
★ เป็นตัวละคร “พระเอก” ที่มีอิทธิพลต่องานพากย์เสียงของรุ่นน้องมากที่สุด เหมือนเป็นแบบอ้างอิงให้ตัวละครพระเอกต่อๆ มา แม้แต่ในปัจจุบัน
★ ตอนพูดบท ฟุรุยะซังเกริ่นนำ บอกให้แฟนๆ ตั้งท่ากัน เพราะท่าที่จะใช้มันรุนแรงมาก เดี๋ยวจะเป็นอันตราย แล้วพูดพร้อมทำท่า 「ペガサス流星拳」 (เปกาซัส หมัดดาวตก)

Yamcha
★ ดรากอนบอลเป็นเรื่องสนุก มันไม่ใช่การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างเดียวแล้ว แต่ยังมีมุขตลก มีการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น หลักฐานความสนุกก็คือดรากอนบอลยังคงฉายอยู่จนถึงปัจจุบันแม้ผ่านมาแล้ว 30 ปี
★ หยำฉา เป็นตัวละครที่แข็งแกร่งมากในตอนแรก แต่ก็มีตัวเก่งกว่าโผล่มาเรื่อยจนตอนนี้บทหายไปทุกที น่าเสียดาย *ขำ*
★ พูดบท ไม่รู้มาจากเรื่องไหม เป็นคำด่าเบจิต้าว่าบังอาจแย่งบลูม่าไปตอนที่ชั้นไม่อยู่ได้นะ!!

หน้ากากทักซิโด้จาก Sailor Moon
★ เป็นตัวละครที่แปลก เพราะหน้าตาดี ทำตัวหล่อมากๆ แต่ไม่สู้เองเลย โผล่มาหล่อๆ ออกคำสั่งพวกอัศวินเซเลอร์แล้วก็จากไปแบบหล่อๆ ปล่อยผู้หญิงต่อสู้แทนตัวเอง มันจะดีแน่เหรอแบบนี้
★ พูดอะไรสักอย่างเหมือนโผล่มากัน ปกป้องเซเลอร์มูน

Amuro Toru (Conan)
★ เสียงกรี๊ดดังมากจากสาวๆ 555555555555555555555555 ไม่แปลกใจเท่าไหร่ ของกำลังมา
★ โคนันเป็นเรื่องที่ตัวเองก็ชอบ คนในครอบครัวก็ดูกันหมด หวังว่าสักวันจะได้มีส่วนร่วม และวันหนึ่งความฝันก็เป็นจริง แต่ได้พากย์เป็นตัวละครหนุ่มอิเคเม็นขนาดนี้จะดีแน่เหรอเนี่ย รู้สึกเป็นเกียรติมากๆ
★ พูดบท 「満喫したのなら・・・とっとと出て行ってくれませんかねぇ・・・僕の日本から・・・」(ถ้าพอใจแล้ว ช่วยรีบๆ ออกไปสักทีได้ไหม จากประเทศญี่ปุ่นของผม)

มีช่วงคำถามเล็กๆ น้อยๆ จำได้ไม่หมด ขอเขียนเฉพาะที่จำได้นะคะ

มาไทยเป็นยังไงบ้าง(???)
★ ดีใจที่ได้รู้ว่าอนิเมของญี่ปุ่นโด่งดังไปทั่วโลก ในไทยก็มีคนดู ติดตาม และชื่นชอบผลงาน

พากย์มา 50 ปี ก็ยังพากย์เสียงตัวละครหนุ่มๆ ได้ รักษาเสียงยังไง
★ เพราะพากย์ตัวละครพระเอกวัยรุ่นมาตลอด ก็เลยไม่รู้สึกถึงกาลเวลาเท่าไหร่ ไม่เคยคิดว่าตัวเองแก่ มันก็ไม่แก่!! *หัวเราะ* (ชอบวิธีตอบนี้มาก 55555555555555 ขอใช้ลุงเป็นไอดอลเลยค่ะ)

สุดท้ายนี้ฝากอะไร
★ ขอให้แฟนๆ รักอนิเมต่อไป ตัวเองก็จะพยายามสร้างผลงานการแสดงต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ปิดท้ายด้วยร้องเพลง 2 เพลง ED ของกันดั้ม Meguriai กับ เซนต์เซย่า Soldier Dream สองเพลงนี้คือเหนือคาดมากๆ ไม่คิดว่าจะมีร้องเพลงในสเตจนี้ ร้องสด และคุณภาพคับกล่องมากๆ TvT อย่างที่บอกแล้ว สเตจนี้เป็นสเตจที่ตอนแรกตัดใจ กะว่ามาไม่ทันก็ไม่เป็นไร ไม่ดูก็ได้ แต่ปรากฎว่าเป็นสเตจที่ประทับใจสุดในงานครั้งนี้เลย ถึงเขาจะร้องเพื่อโปรโมทซีดีก็เถอะ…

ทวีตนี้เป็นภาพระหว่างงาน รวมถึงตอนร้องเพลงด้วยค่ะ แถมเห็นเราด้วยอยู่ไม่ใกล้เท่าไหร่ ถ้าไม่มีกิ๊บติดผมคงหาตัวเองไม่เจอ

ฟุรุยะซังเป็นคุณลุงที่คึกคัก น่ารัก ไม่ได้แฟนเซอร์วิซตรงๆ แต่ก็รู้ว่าคนชอบอะไรและเล่นให้คนหัวเราะ ตอบคำถามดีมากกกกกกก เข้าใจว่าบางคำถามมันคงยากที่จะตอบออกมาตรงๆ ยืดยาว หรือเรื่องเก่าๆ อาจจะลืมแล้วด้วยซ้ำ แต่ก็พูดได้สั้นกระชับเก็บความครบเรียกเสียงกรี๊ดเสียงเชียร์ได้ เป็นคุณลุงตัวเล็กๆ ที่ดูสุขภาพแข็งแรง พอได้ยินลุงบอกว่า ถ้าไม่คิดว่าแก่ก็ไม่แก่ ถึงบางอ้อเลย มันคืออย่างนั้นจริงๆ นั่นแหละ แอบมาเห็นทีหลังว่าเขายังอยู่ระหว่างพักฟื้นหลังผ่าตัดเพราะไปล้มตอนเล่นสโนวบอร์ดมา คือดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย บอกว่าอายุสัก 40 กว่ายังเชื่อ…